13 Junเมื่อลูกฟันขึ้น อาหารของลูกควรเป็นประเภทใดคะ

ลูกเริ่มมีฟันขึ้นมาบ้างแล้วคะ อาหารของลูกควรเป็นประเภทใดคะ

อาหารเด็กที่มีฟันขึ้นพอเคี้ยวได้ควรมี อายุตั้งแต่ 7- 8 เดือนขึ้นไป อาหารของลูกควรให้ 1-2 มื้อ  ประกอบด้วย ข้าวสุก 4 ช้อนกินข้าว บด ไข่ต้มสุกทั้งฟอง เนื้อต้มสุกเช่น ปลาบด 2 ช้อนกินข้าว หรือเนื้อ ไก่ หมู ตับบด 1 ช้อนกินข้าว ผักใบเขียว หรือฟักทองหรือ แครอทต้มสุกบด 2 ช้อนกินข้าว อาหารแต่ละอย่าง ใส่จานหลุมแยกอย่างละหลุม มีน้ำแกงจืดหรือซุป ใส่ไว้ตรงหลุมกลาง อาหารที่บดถ้าแห้งเกินไปให้เติมน้ำแกงจืด จนได้อาหารลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว เมื่อป้อนข้าว 1 ช้อน ตามด้วยน้ำแกงจืดครึ่งช้อน เพื่อช่วยให้เด็กกลืนข้าวลงคอได้สะดวก การแยกอาหารไม่ควรรวมกัน เด็กจะได้รู้จักรสและกลิ่นที่แท้จริงของอาหารแต่ละอย่าง ส่วนผลไม้อาจแยกไปป้อนตอนบ่าย กล้วยต้องขูดไม่เอาไส้ มีฟันลองให้เคี้ยวชิ้นเล็กๆดู ไม่ต้องบดละเอียดเหมือนก่อนฟันขึ้น  นอกจากการกินอาหารแล้วการใช้ของใช้เด็กที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยให้สุขภาพร่างกายเด็กๆแข็งแรงด้วยเช่นกัน

Credit by : mothersdigest

06 Junเพิ่มศักยภาพสมองให้ลูกน้อย ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 7!!

เพิ่มศักยภาพสมองให้ลูกน้อย ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 7 !!

ประสาทสัมผัสทั้ง 7 นั้น มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองของลูกน้อยอย่างมากมาย ซึ่งสมองของเด็กจะประมวล และประเมินสิ่งที่ร่างกายได้รับเข้ามาผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 7 ส่งผลให้เด็กๆ เกิดการจดจำ เรียนรู้ และวางแผนจัดการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็วและเหมาะสม ดังนั้นการบูรณาการประสาททั้ง 7 อย่างเหมาะสมนั้น จึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะเฉพาะของแต่ละคน และความสามารถอันจำเป็นอย่างยิ่งกับการดำรงชีวิตของลูกน้อยที่เติบโตมาในโลก ยุคปัจจุบัน

มาทำความรู้จัก ประสาทสัมผัสทั้ง 7 และการสร้างเด็กฉลาดด้วยการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 7

ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ หัวหน้าหน่วยวิจัยคลินิกคอกนิทีฟ ศูนย์วิจัยวิชาการด้านการพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เล่าว่าจากการศึกษาค้นคว้า ประสาทสัมผัสมีด้วยกัน 7 ด้าน พ่อแม่ต้องคอยส่งเสริมให้ลูกฝึกฝนประสาทสัมผัสทุกด้านผ่านกิจกรรมต่างต่าง

1. การสัมผัส เป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากตัวรับสัมผัสที่อยู่ทั่วร่างกายซึ่งถูกกระตุ้น จากสิ่งเร้า ความร้อน ความเย็น การจับ สัมผัส หรือการแตะผ่านทางผิวหนัง สามารถฝึกประสาทสัมผัสด้านนี้ง่ายๆ อย่างการเล่นปั้นดินน้ำมัน ทราย หรือให้ลูกได้ลองจับวัสดุหลายๆ แบบที่มีผิวสัมผัสต่างกัน ก็เป็นการพัฒนาทักษะทางด้านนี้แก่ลูกน้อยได้เช่นเดียวกัน

2. การมองเห็น เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน การกะระยะ การแยกแยะความชัด มัว สว่าง แสง และสีต่างๆ คุณพ่อคุณแม่อาจลองฝึกด้วยการเล่นเกมฝึกสายตา อาทิ เล่นเกมหาภาพที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพ หรือจับคู่ภาพหรือสิ่งของ

3. การฟัง ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการด้านการสื่อสาร ทำให้ลูกน้อยสามารถรับรู้และจำแนกเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ การฝึกทักษะด้านการฟังอาจทำได้โดยการฝึกทักษะการฟัง และจับคู่เสียงที่เหมือนกัน หรืออาจให้ลูกน้อยลองเดินและเคลื่อนไหวตามเสียงเคาะ

4. การรับรส เป็นการรับรู้ที่มีผลต่อความสุขและยังช่วยเตือนถึงสิ่งที่เป็นพิษที่อาจเป็น อันตรายหากกินเข้าไปอีกด้วย อาจลองฝึกทักษะทางด้านนี้โดยให้ลองชิมรสชาติต่างๆ เช่น รส หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม เป็นต้น หรือจะพูดคุยเกี่ยวกับอาหารและรสชาติก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน

5. การรับรู้กลิ่น เช่น กลิ่นสารเคมี หรือกลิ่นโมเลกุลในอากาศ ซึ่งการฝึกฝนประสาทรับรู้กลิ่นของลูกน้อยโดยการให้ดมกลิ่นต่างๆ หรืออาจจะเล่นเกมปิดตาดมกลิ่นต่างๆ

6. การทรงตัว ระบบการเคลื่อนไหวและการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหว ของตาและศีรษะ และส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถฝึกฝนทักษะด้านนี้ให้แก่ลูกน้อยได้ โดยผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ เช่น การกระโดด การนอนกลิ้ง เล่นวิ่งกระต่ายขาเดียว ยืนบนกระดานทรงตัว เป็นต้น

7. การรับรู้ตำแหน่งบนร่างกาย ช่วยให้เรารับรู้ถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสามารถควบคุมและวางแผนการเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กได้บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 นั้น เด็กจะมีศักยภาพสมองพร้อมที่จะเรียนรู้ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ ระบุว่า สมองเด็กในช่วงแรกเกิดถึง 3 ปีนั้น เป็นช่วงเวลาทองที่ สมองมีพัฒนาการการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงของใยประสาท หรือการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องส่งเสริมพัฒนาการลูกน้อยผ่าน ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ใยประสาทที่ถูกส่งเสริมจะพัฒนาและคงอยู่ต่อไป ส่วนใยประสาทที่ไม่ได้รับการกระตุ้นหรือใช้งานก็จะ หายไป เมื่อเข้าสู่ช่วง 6 – 10 ปี

การที่เซลล์สมองของลูกน้อยจะสามารถทำการเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิผล นั้น นอกจากจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ดีแล้ว ยังต้องมาจากโภชนาการที่ดีด้วย

สร้างเด็กฉลาดด้วยโภชนาการที่ดี

คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายควรให้ความสำคัญกับการเลือกโภชนาการที่เหมาะสมให้ กับลูกในวัยระหว่าง 1-6 ปีหรือวัยก่อนเรียน โดยเด็กควรได้รับอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ที่มีคุณค่าสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่และหลากหลาย อาหารว่างไม่เกินวันละ 2 มื้อ และที่สำคัญควรให้เด็กๆ ดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ทั้งนี้ก็เพราะการได้รับสารอาหารที่เพียงพอจะส่งผลให้เด็กสามารถเรียนรู้ปฏิ สัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ สังคม และ สิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพสมองของลูกน้อยได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งหากเด็กๆ ได้รับการชี้แนะ และส่งเสริมการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 7 แล้วนั้น ก็จะทำให้เด็กมีร่างกาย จิตใจ และระบบประสาทที่ทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ เด็กก็จะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพและมีศักยภาพที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จอุปกรณ์ช่วยเสริมพัฒนาการเด็กของเล่นเด็กก็มีผลต่อความสำเร็จนะจ๊ะ

04 Jun10ชื่อยอดฮิตตลอดกาลสำหรับเด็ก

นี่คือ10อันดับสุดยอด ชื่อเด็กยอดฮิตตลอดกาล

1.แมรี่
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่แมรี่ไม่เพียงปรากฏอยู่ใน 10 อันดับแรกของการตั้งชื่อลูก แม่รี่เป็นผู้หญิงสำคัญที่สุดคนนึงที่นับถือศาสนาคริสต์ และยังดูเรียบง่ายอ่อนหวาน แม่รี่เป็น อันดับ1ที่มีผู้ปกครองตั้งชื่อ มากที่สุดในอังกฤษ

2.แพทริเซีย
แพทริเซียมีชื่อเสียงโด่งดั่งในยุค 40 และยุค 50 บางทีอาจเป็นเพราะความโดดเด่นของเสียงร้องของเธอที่ทำให้พ่อแม่หลายคนมอบชื่อนี้ให้กับเด็กๆหลายพันคน

3.เจนิเฟรอร์
เหล่าพ่อแม่คนดังมักจะชอบนำชื่อดาราคนดังหรือนักร้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อลูกและนี่เป็นอีกหนึ่งชื่อที่มีชื่อเสียงมาก

4.น้องมิกกี้
ตัวการ์ตูนในเรื่องมิกกี้เมาส์สุดโด่งดัง มีทั้งความน่ารักและเฉลียวฉลาด

5.น้องข้าว

ชื่อเมล็ดพันธ์ธัญพืชของประเทศไทย ที่เป็นที่โด่งดัง เคยติดอันดับ การส่งออกมากที่สุดในโลก ชื่อนี้โด่งดังสำหรับเด็กๆบ้านเรามากจ้า

6.น้องนาย

คำนำหน้าชื่อสุดฮิต ตั้งแต่เด็กจนเด็กอายุเริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น 15 ปี จะได้คำขึ้นชื่อว่านาย และ นี่คือที่มาของเด็กๆที่ชื่อวานาย

7.น้องครีม

อาหารจานเด็ดที่น้องหนูๆ ก็ต้องชอบเจอและก็ต้องสั่งกันตลอด พ่อแม่ บางคนชอบขนาดที่ว่าเอามาตั้งเป็นชื่อลูกจนแพร่หลาย

8.น้องโฟกัส

โฟกัสย่อมาจาก จุดสำคัญของรูป  หรือศูนย์กลางบางคนก็ชอบความหมายเป็นความหมายที่ดีอีกชื่อนึงเลยทีเดียว

8.น้องพลอย

พลอยเป็นหินสวยงามชนิดหนึ่งของโลก มีความแวววาวสวยงามคุณพ่อคุณแม่ก็ชอบความสวยงามจึงนิยมตั้งเป็นชื่อลูก

9.น้องมิ้นท์

สารสกัดจากพืชจำพวกสะระแหน่ มีกลิ่นหอม

10.น้องจันทร์เจ้า
มีความนิยมสูงสำหรับผู้ที่ชอบดูพระจันทร์ มีความหมายของความสวยงามแม้ยามค่ำคืนก็ยังมีแสงจันทร์ส่องผ่านให้คนที่มองนั้นอยากจะนำมาเป็นชื่อของลูก

เอกลักษณ์ของชื่อนั้นมีสิ่งสำคัญต่อเด็กหลายๆคนเพื่อที่จะรู้ว่าเด็กนั้นชอบหรือไม่ชอบอย่างไรการดูแลเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องยากแค่เราต้องเอาใจใส่หาของเล่นเด็กหรือสิ่งที่เขาต้องการ

Credit by : http://www.parenting.com

26 Mayความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย 

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลยความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

ความสนุกของเด็ก ๆ คือเรื่องเละเทะของพ่อแม่ ต้องชมเลย

^^ ดูภาพแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เลยนะคะ เสื้อผ้าเด็กๆคงต้องซักหลายรอบหน่อยนะคะคุณแม่

Credit by : Postjung

 

25 May10สินค้าที่นิยมสำหรับเด็กๆ

10 Baby products with the worst Amazon reviews
เราได้จัดสถิติสินค้าที่มีประโยชน์ให้กับเด็กและนี่คือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่มีประโยชน์

Baby hat

1.หมวกอาบน้ำเด็ก
หมวกใช้ป้องกันแชมพูเข้าตา ทารก เด็กเวลาสระผม ทำให้สระผม ทารก เด็กได้สะดวก หมวกปรับขนาดได้ตามขนาด ศรีษะ ของเด็ก

Bubble toy
2.เครื่องทำฟอง
สำหรับเด็กๆที่ไม่ชอบในการอาบน้ำ เราได้นำสิ่งนี้มาหลอกล่อให้เด็กๆได้เพลินเพลินกับความสนุกสนามในการอาบน้ำ เครื่องทำฟองน้ำพร้อมกับเล่นอยู่ในอ่างเด็กๆจะสนุกกับการอาบน้ำได้ตลอดเวลา

Bumbo
3.ที่นั่งเด็ก

ที่นั่งเด็กหรือเก้าอี้เด็กมีประโยชน์หลายอย่างกับเด็กๆที่คอยจะซุกซนตลอดเวลา แม้แต่ตอนกินข้าว ข้อดีคือการได้ป้องกันเด็กๆที่เกิดจากความซุกซนได้
Breast pump

 

4.เครื่องป้ำนม

เครื่องป้ำนมสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเวลาที่จะคอยให้นมลูกน้อยที่บ้าน เครื่องป้ำนมจะช่วยประหยัดเวลาและยังสามารถทำให้เด็กๆได้รับสารอาหารจากคุณแม่โดยตรงได้อีกด้วย

 

Cloth diaper

 

5.ผ้าอ้อม
เป็นชุดชั้นในชนิดหนึ่งที่ให้ผู้สวมใส่ขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะได้โดยไม่ต้องใช้ส้วม เมื่อผ้าอ้อมเลอะ บุคคลที่สอง เช่น พ่อแม่ หรือผู้ดูแล จะต้องเปลี่ยนอันใหม่ให้ผู้สวมใส่ หากไม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เป็นประจำอย่างเพียงพออาจก่อให้เกิดปัญหาทางผิวหนัง รอบ ๆ บริเวณที่ผ้าอ้อมคลุมไว้ได้

Crib

6.เปล
เครื่องนอนสำหรับเด็กแขวนให้เด็กนอน, เครื่องนอนที่ แกว่งไปมาช่วยให้เด็กนั้นหลับได้สบายยิ่งขึ้น

Nursing pillow

7.หมอนพยาบาล
หมอนพยาบาลจะช่วยให้เด็กๆนั้นนอนได้สบายยิ่งขึ้น สามารถรองคอ หรือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ ไม่รู้สึกปวดคอในการนอนหรือนั่ง

Stroller

8.รถเข็นเด็ก

รถเข็นเด็ก เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่
สนใจสินค้าสำหรับเด็กเชิญทางนี้เลยจ้า>>>>

 

Credit by : http://www.mom365.com

 

20 May8เคล็ดลับดูแลเด็กให้เข้ากับธรรมชาติ

12 Smart tips for eco-friendly new moms

1. Ointment on the double(ครีมทาผิวเด็ก)

ointment

ให้การดูแลผิวของคุณต้องการง่ายแม่โดยการลงทุนในโลชั่นที่มีคุณภาพสำหรับเด็ก คุณสามารถปลอบประโลมผิวของทั้งคุณและลูกน้อยของคุณกับเอเดน + Anais ‘มาจากธรรมชาติกลิ่นโอ้ดังที่หวานครีมผลไม้มะละกอ

2. น้ำซุปข้นที่อุดมไปด้วยประโยชน์

อาหารทารกส่วนใหญ่นั้นต้องทำมาจากสิ่งที่มีประโยชน์ และบางทีคุณอาจจะนำอาหารที่เด็กนั้นทานเหลือมาอุ่นได้ใหม่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

3. ผ้าเช็ดตัวทำความสะอาดนำมาใช้ใหม่
คุณจะไม่เชื่อว่าผ้าเช็ดทำความสะอาดที่คุณใช้กับทารกสามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างสะอาดด้วยผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อและ ลวกด้วยน้ำร้อน คุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่างและทรัพยากรธรรมชาติได้มาก

4.เด็กๆกับสีของคุณ
หากคุณกำลังยุ่งกับงานศิลปะให้แน่ใจว่า เด็กๆของคุณจะไม่ซนกับสี ที่คุณกำลังวาด เมื่อมีผลการวิจัยจากหน่วยงามด้านสี ซึ่งสามารถนำสีจากธรรมชาติมาสร้างรูปวาดได้ เพื่อการลดมลภาวะทางสังคมและยังช่วยลูกน้อยของคุณได้มีส่วนร่วมในการเล่น

6. รีไซเคิลถุงอาหารที่ใช้แล้วทิ้ง
ถุงอาหารนั้นจะมีประโยชน์ เมื่อคุณมองหาสิ่งของที่ไม่อยากสียค่าบรรจุภัณฑ์ใหม่ เป็นหนึ่งวิธีช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ทำอาหารของคุณและสามารถเก็บใส่ถุง ที่นำมาใช้ใหม่ได้

7. ซื้อเสื้อผ้ามือสองหรือนำกลับมาใช้ใหม่
คุณสามารถรีไซเคิลหรือเสื้อผ้าเด็กเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่บ้านได้ แต่มีเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นมิตรกับงบประมาณที่ปลายนิ้วของคุณ. ร้านค้าที่ขายร้านค้าเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพดีแล้วยังราคาถูกกว่าตามบูต

8. ผสมน้ำยาทำความสะอาดแบบโฮมเมด
สถานรับเลี้ยงเด็กให้ลูกน้อยของคุณมีกลิ่นสดโฮมเมดทำความสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม. ทำตามกวดวิชานี้จากโครงการหนึ่งที่ใกล้ชิดสำหรับทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่อาศัยคุณสมบัติของน้ำส้มสายชูและกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่มีประสิทธิภาพและกลิ่ สะอาด

การดูแลสิ่งแวดล้อมพร้อมกับเด็กๆนั้นเป็นสิ่งที่ดีในยุคปัจจุบันเรามีสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ย่อยสลายมากกว่า1000ล้านตัน และคุณสามารถช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดสภาวะสิ่งแวดล้อมพร้อมกับเด็กๆของคุณได้ เสื้อผ้าเด็กๆสามารถนำไปบริจาคให้กับสถานสังคมต่างๆได้

Credit by : http://www.sheknows.com

19 Mayเพิ่มศักยภาพสมองให้ลูกน้อย ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 7!!

พิ่มศักยภาพสมองให้ลูกน้อย ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 7 !!

ประสาทสัมผัสทั้ง 7 นั้น มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองของลูกน้อยอย่างมากมาย ซึ่งสมองของเด็กจะประมวล และประเมินสิ่งที่ร่างกายได้รับเข้ามาผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 7 ส่งผลให้เด็กๆ เกิดการจดจำ เรียนรู้ และวางแผนจัดการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็วและเหมาะสม ดังนั้นการบูรณาการประสาททั้ง 7 อย่างเหมาะสมนั้น จึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะเฉพาะของแต่ละคน และความสามารถอันจำเป็นอย่างยิ่งกับการดำรงชีวิตของลูกน้อยที่เติบโตมาในโลก ยุคปัจจุบัน

มาทำความรู้จัก ประสาทสัมผัสทั้ง 7 และการสร้างเด็กฉลาดด้วยการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 7

ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ หัวหน้าหน่วยวิจัยคลินิกคอกนิทีฟ ศูนย์วิจัยวิชาการด้านการพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เล่าว่าจากการศึกษาค้นคว้า ประสาทสัมผัสมีด้วยกัน 7 ด้าน พ่อแม่ต้องคอยส่งเสริมให้ลูกฝึกฝนประสาทสัมผัสทุกด้านผ่านกิจกรรมต่างต่าง

1. การสัมผัส เป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากตัวรับสัมผัสที่อยู่ทั่วร่างกายซึ่งถูกกระตุ้น จากสิ่งเร้า ความร้อน ความเย็น การจับ สัมผัส หรือการแตะผ่านทางผิวหนัง สามารถฝึกประสาทสัมผัสด้านนี้ง่ายๆ อย่างการเล่นปั้นดินน้ำมัน ทราย หรือให้ลูกได้ลองจับวัสดุหลายๆ แบบที่มีผิวสัมผัสต่างกัน ก็เป็นการพัฒนาทักษะทางด้านนี้แก่ลูกน้อยได้เช่นเดียวกัน

2. การมองเห็น เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน การกะระยะ การแยกแยะความชัด มัว สว่าง แสง และสีต่างๆ คุณพ่อคุณแม่อาจลองฝึกด้วยการเล่นเกมฝึกสายตา อาทิ เล่นเกมหาภาพที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพ หรือจับคู่ภาพหรือสิ่งของ

3. การฟัง ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการด้านการสื่อสาร ทำให้ลูกน้อยสามารถรับรู้และจำแนกเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ การฝึกทักษะด้านการฟังอาจทำได้โดยการฝึกทักษะการฟัง และจับคู่เสียงที่เหมือนกัน หรืออาจให้ลูกน้อยลองเดินและเคลื่อนไหวตามเสียงเคาะ

4. การรับรส เป็นการรับรู้ที่มีผลต่อความสุขและยังช่วยเตือนถึงสิ่งที่เป็นพิษที่อาจเป็น อันตรายหากกินเข้าไปอีกด้วย อาจลองฝึกทักษะทางด้านนี้โดยให้ลองชิมรสชาติต่างๆ เช่น รส หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม เป็นต้น หรือจะพูดคุยเกี่ยวกับอาหารและรสชาติก็มีส่วนช่วยได้เช่นกัน

5. การรับรู้กลิ่น เช่น กลิ่นสารเคมี หรือกลิ่นโมเลกุลในอากาศ ซึ่งการฝึกฝนประสาทรับรู้กลิ่นของลูกน้อยโดยการให้ดมกลิ่นต่างๆ หรืออาจจะเล่นเกมปิดตาดมกลิ่นต่างๆ

6. การทรงตัว ระบบการเคลื่อนไหวและการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหว ของตาและศีรษะ และส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถฝึกฝนทักษะด้านนี้ให้แก่ลูกน้อยได้ โดยผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ เช่น การกระโดด การนอนกลิ้ง เล่นวิ่งกระต่ายขาเดียว ยืนบนกระดานทรงตัว เป็นต้น

7. การรับรู้ตำแหน่งบนร่างกาย ช่วยให้เรารับรู้ถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสามารถควบคุมและวางแผนการเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กได้บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 นั้น เด็กจะมีศักยภาพสมองพร้อมที่จะเรียนรู้ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ ระบุว่า สมองเด็กในช่วงแรกเกิดถึง 3 ปีนั้น เป็นช่วงเวลาทองที่ สมองมีพัฒนาการการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงของใยประสาท หรือการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องส่งเสริมพัฒนาการลูกน้อยผ่าน ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ใยประสาทที่ถูกส่งเสริมจะพัฒนาและคงอยู่ต่อไป ส่วนใยประสาทที่ไม่ได้รับการกระตุ้นหรือใช้งานก็จะ หายไป เมื่อเข้าสู่ช่วง 6 – 10 ปี

การที่เซลล์สมองของลูกน้อยจะสามารถทำการเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิผล นั้น นอกจากจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ดีแล้ว ยังต้องมาจากโภชนาการที่ดีของเล่นที่สามาถรเสริมพัฒนาการเด็กก็จะสามารถช่วยได้ในอีกก้าวนึง

Credit : http://women.sanook.com

15 Mayอย่ากังวลมากไป ! 7 เรื่องนี้คุณแม่ก็ยังทำได้แม้ตั้งครรภ์

เมื่อผู้หญิงสักคน หนึ่งเปลี่ยนสถานะจากผู้หญิงธรรมดา ๆ เป็นแม่คนขึ้นมา การก้าวเข้าสู่หน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ที่แสนมหัศจรรย์เป็นเวลานานถึง 9 เดือน อาจทำให้คุณแม่หลาย ๆ คน รู้สึกกังวล เพราะรู้แน่ว่าการมีอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ อันเป็นที่รักอยู่ในท้อง ทำให้ต้องดูแลตัวเองให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ข้อห้ามข้อควรระวังหลายประการก็ผุดขึ้นมาให้ต้องทำตามมากมาย หลาย ๆ อย่างที่เคยทำได้ก็ถูกแนะนำให้งดเสียจนคุณแม่รู้สึกยุ่งยากลำบากใจ แต่ก่อนที่จะเครียดกันเกินไปก็ขอบอกว่ายังมีบางเรื่องที่คุณแม่สามารถทำได้ อยู่นะคะ อย่างทั้ง 7 ข้อต่อไปนี้ ต่อให้มีน้องมานอนอยู่ในท้องแล้ว คุณแม่ก็ยังเอ็นจอยกับมันได้อยู่ ลองมาดูสิคะว่ามีอะไรกันบ้าง
ตั้งครรภ์

1. ออกกำลังกาย

ใครว่ามีน้องแล้วห้ามออกกำลังกาย ที่จริงการออกกำลังกายนั้นดีกับคุณแม่เสียอีก มันจะช่วยรักษาเชพและความยืดหยุ่นของร่างกาย เมื่อคลอดน้องไปแล้วหุ่นคุณแม่จะได้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ไว เพียงแต่ต้องเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ อย่างชกมวยหรือวิ่งจ๊อกกิ้งนั้นเห็นจะไม่เหมาะ เปลี่ยนเป็นออกกำลังกายเบา ๆ อย่างโยคะ ว่ายน้ำ เดินออกกำลังกาย และที่สำคัญขอให้อยู่ภายใต้การแนะนำดูแลของสูตินรีแพทย์ด้วยนะคะ

2. ดื่มกาแฟ

คุณอาจได้ยินคุณแม่ คุณยาย ไปจนถึงคุณยายทวด ล้วนแต่เตือนว่าถ้าตั้งครรภ์อยู่ล่ะก็ห้ามดื่มกาแฟเป็นอันขาด แบบนี้คุณแม่ที่เคยติดกาแฟคงจะลงแดงแทบขาดใจ ที่จริงแล้วคุณแม่ยังสามารถดื่มกาแฟได้อยู่นะคะ เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณเท่านั้นเอง สภาสูติและนรีแพทย์แห่งอเมริกา (American Congress of Obstetricians and Gynecologists) ระบุว่าในหนึ่งวันคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถรับคาเฟอีนได้ในปริมาณไม่ เกิน 200 มิลลิกรัม ซึ่งนั่นเท่ากับกาแฟหนึ่งถ้วย, ชา 4 ถ้วย หรือจะเป็นโกโก้ร้อนเหยือกโต ๆ ก็ยังสบาย

3. ไปเที่ยว

เมื่อมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะต้องจำศีลและกัก บริเวณตัวเองไม่เดินทางไปไหน คุณแม่ผู้ชีพจรลงเท้าจะต้องเครียดแย่แน่ ๆ เลยล่ะ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังสามารถท่องเที่ยวเดินทางได้ตามปกติ เว้นเสียแต่เมื่อยามท้องแก่จวนครบกำหนดคลอดแล้ว เมื่อนั้นจึงจำเป็นต้องงดการเดินทางไกลใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ

4. ไส้กรอก แฮม โบโลน่า .. ยังกินได้จ้ะ

จริง ๆ แล้วมีคำแนะนำจากหลายต่อหลายแหล่งที่ให้คุณแม่งดกินอาหารแปรรูปจากเนื้อ สัตว์ประเภทแฮท โบโลน่า และไส้กรอกไปเสียก่อน เพราะมันอาจปนเปื้อนเชื้อลิสทีเรีย (listeria) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ส่งผลต่อคุณแม่ แต่สามารถส่งผลกระทบถึงเจ้าตัวน้อยในท้องได้ แต่หากว่าคุณรู้สึกอยากกินมันขึ้นมาบางครั้งบางคราว ก็ยังสามารถรับประทานได้โดยมีข้อแม้ว่าต้องนำไปไปปรุงโดยผ่านความร้อนอีก ครั้งเพื่อฆ่าเชื้อเหล่านี้ให้หมดไปก่อนบริโภคค่ะ

5. กินปลา

คุณแม่ท้องไม่ควรกินปลาทะเลบางชนิด ได้แก่ ปลาดาบ ปลาคิงแมคคอเรล ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง ปลาฉลาม รวมทั้งปลาทูน่า เนื่องจากเป็นปลาที่เข้าข่ายเสี่ยงว่าอาจมีสารปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ตาม ธรรมชาติและอาจไม่ปลอดภัยสำหรับแม่ท้อง แต่อย่างไรก็ดีหากนาน ๆ คุณจะกินเสียสักครั้ง และกินเพียงปริมาณไม่มากนัก ก็ยังนับว่าปลอดภัยที่จะบริโภคนะคะ

6. นวดผ่อนคลาย

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการดูแลตัวเอง รวมถึงความคาดหวังจากคนรอบข้างอาจทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกเครียดและล้าร่างกาย ขึ้นมาได้ หากเป็นยามปกติคงจะไปเข้าสปานอนให้นักบำบัดนวดให้หายคลายเมื่อย ซึ่งก็ช่วยคลายเครียดได้ด้วย แต่พอตั้งครรภ์ขึ้นมาก็เลยไม่แน่ใจว่าจะยังไปนวดอยู่ได้ไหม คำตอบก็คือได้อยู่ค่ะ แต่ว่าคุณแม่ “จำเป็น” ต้องนวดกับนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญการนวดสำหรับคนท้องเท่านั้นนะคะ ลองปรึกษาขอคำแนะนำนี้ได้จากสูตินรีแพทย์ของคุณแม่ดูได้นะคะ

7. มีเซ็กส์ .. !

คุณแม่ที่กังวลว่าเมื่อตั้งท้องแล้วจะทำหน้าที่ภรรยาในเรื่องให้ความสุขกับ คุณสามีไม่ได้ (เป็นความสุขของตัวเองด้วยเนอะคะ) ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเลยค่ะ แม้จะมีน้องอยู่ในท้องเรื่องบนเตียงของคุณแม่และคุณพ่อก็ยังเป็นไปได้ เพียงแต่อาจมีเพียงบางท่าที่เหมาะสมและบางท่าที่ไม่ควรจะหยิบมาใช้ในเวลานี้ และอย่าลืมบอกคุณพ่อบ้านว่าให้ผ่อนแรงลงบ้าง น้องจะได้ไม่ตกใจด้วยนะจ๊ะ ^^

แม่ท้องเองก็อยากจะดูแลลูกน้อยให้ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลา 9 เดือนที่มีแต่คุณเท่านั้นที่จะดูแลเขาได้ แต่คุณแม่ก็ต้องไม่ลืมที่จะดูแลตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองเผลอเครียดกับข้อจำกัดต่าง ๆ มากเกินไป เพราะไม่เพียงแม่เครียดคนเดียว เจ้าตัวน้อยจะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย และ 7 เรื่องนี้ก็คือสิ่งที่คุณไม่จำเป็นต้องบีบบังคับตัวเองให้มากเกินไป ถ้าอยากทำก็ยังทำได้อยู่นะคะ เพียงแต่ต้องทำตามคำแนะนำที่ได้ให้มาเท่านี้ก็รับรองว่าลืมความกังวลไปได้ เลย :) การมีชุดใส่คุลมท้องก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้เราเดินไปเดินมาสะดวกขึ้นด้วยนะจ๊ะ

Credit by : kapook.com

14 Mayการดูแลเด็กจากการเดินทาง

ทุกๆปีจะมีเด็กมากกว่า 390,000 หมื่นคนและส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้จะอยู่ในอายุต่ำกว่า 15 ถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาลทุกๆปี โดยมีอาการบาดเจ็บที่เกิดจากฤดู หรือสวนในบ้านแม้แต่การนำเด็กๆไปเที่ยวนอกเมืองหรือน้ำตก การที่ดูแลเด็กอย่างไม่มีการเซฟที่ดีอาจจะทำให้มีผลกระทบหรือบาดเจ็บได้ ในระยะยาวเราจึงได้ตรวจสอบความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ ที่สามารถช่วยเด็กๆได้และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ


ในบ้าน – เคล็ดลับความปลอดภัยทั่วไป

เตียงสองชั้นในบ้านอาจเป็นอันตรายต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า6ขวบ ถ้าที่บ้านคุณมีเตียงสองชั้น โดยคุณต้องควบคุมและสอนเขาไม่ให้เล่นกันบนเตียงด้านบน

บันไดและราวบันได

เมื่อลูกน้อยของคุณจะเริ่มคลาน, ประตูความปลอดภัยแบบที่จะหยุดพวกเขาปีนขึ้นหรือลงบันได
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มปีนข้ามหรือผ่านราวบันได – ถ้าช่องว่างมากกว่า 6.5 ซม. (2.5 นิ้ว) ครอบคลุมช่องว่างกับบอร์ดหรือความปลอดภัยตาข่าย
ให้แน่ใจว่าบันไดเป็นอิสระจากความยุ่งเหยิงเช่นของเล่นหรือเสื้อผ้า
ส่งเสริมให้เด็กที่มีอายุมากกว่าที่จะไม่เล่นบนบันไดหรือวิ่งขึ้นและลง

หน้าต่าง

ล็อคหน้าต่างพอดีหรือจับความปลอดภัยที่จะหยุดการเปิดหน้าต่างมากกว่า 6.5 ซม. (2.5 นิ้ว) – ควรจะหยุดเด็กความสามารถในการบีบผ่าน
ย้ายเฟอร์นิเจอร์เช่นเตียงและเก้าอี้ห่างจากหน้าต่างที่จะหยุดเด็กปีนขึ้นไปและตกลงมา

ระเบียง

ให้เด็กที่อายุน้อยกว่าออกไปจากระเบียงจนกว่าคุณจะอยู่กับพวกเขา
ให้ประตูระเบียงล็อคเมื่อไม่ได้ใช้งาน
เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กมีความปลอดภัยควรจะมีอุปสรรคอย่างน้อย 110 ซม. (43 นิ้ว) สูงรอบขอบของระเบียง
ถ้าช่องว่างระหว่างรั้วตรงมากกว่า 6.5 ซม. (2.5 นิ้ว)

ด้านนอก

ส่งเสริมให้เด็กไม่ได้ปีนขึ้นไปบนหลังคาหรือพื้นที่สูงอื่น ๆ เช่นโรงเรือนและรั้ว
ถ้าคุณให้บุตรหลานของคุณที่จะเล่นในต้นไม้ให้แน่ใจว่าสาขาที่มีการตัดแต่งจะหยุดพวกเขาปีนขึ้นที่สูงกว่าคุณสามารถจะได้รับพวกเขาลง
นำอุปกรณ์การเล่น (เช่นชิงช้าและภาพนิ่ง) มากกว่าสิ่งที่อ่อนนุ่มเหมือนหญ้า
ถ้าเล่นในสนามเด็กเล่นอุปกรณ์เก่าหรือชำรุด – หลีกเลี่ยงการใช้
ส่งเสริมให้เด็กที่จะสวมใส่หมวกกันน็อกอย่างถูกต้องเหมาะสมเมื่อใดก็ตามที่ขี่จักรยาน – ทั้งในและนอกถนน

ทารก

แม้ว่าทารกได้รับการ จำกัด การเคลื่อนไหวของพวกเขายังสามารถดิ้นเตะหรือม้วนตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาออกจากทางอันตราย:

เปลี่ยนพื้นเป็นแบบยางเพื่อลดการเสี่ยงการล้ม
ถ้าลูกน้อยของคุณอยู่ในที่นั่งรถหรืออู่ใหญ่วางไว้บนพื้นไม่ได้อยู่บนพื้นผิวสูง
ไม่อนุญาตให้เด็กวัยหัดเดินที่จะเดินลงบรรไดคนเดีย

ในกรณีฉุกเฉิน

หากบุตรของท่านได้รับการหมดสติไปในฤดูใบไม้ร่วง:

เรียกรถพยาบาลทันที
ให้บริการรถพยาบาลทราบว่าบุตรหลานของคุณมีสติหรือสติ – พวกเขาจะบอกคุณว่าจะทำในขณะที่คุณกำลังรอ

ศึกษาหลักสูตรการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อป้อนการเหตุฉุกเฉินต่างๆ

มันเป็นความคิดที่ดีสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลทุกคนที่จะเรียนรู้การปฐมพยาบาล สำหรับเด็กๆที่ชอบของเล่นเด็กที่ป้องกันตัวเองแนะนำให้ใช้เป็นยางไม่สามารถกลืนลงไปได้

Credit by : http://www.nidirect.gov.uk

 

13 Mayสารอาหารบำรุงสมองลูกในครรภ์ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทาน


สารอาหารบำรุงสมองลูกในครรภ์ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทาน
1.โปรตีน

ในโปรตีนจะมีกรดอะมิโนที่เรียกว่าไทโรซิน กรดตัวนี้ท่าได้รับแล้วจะทำให้สมองมีการตื่นตัว ที่ช่วยลดอาการซึมเศร้า สารตัวนี้จะมีอยู่ใน อาหารเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และใข่

2.โอเมก้า3

เซลล์ในสมองจะมีไขมันดีประกอบอยู่ด้วยประมาณ 80 เปอร์เซ็น ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกทานอาหารที่บำรุงไขมันในเซลล์สมองของลูกด้วยนะคะ โอเมก้า 3 พบได้มาก ในเนื้อปลา เช่น ปลาทู  ปลาช่อน ในแต่ละสัปดาห์คุณแม่ควรทานอาหารที่มีเนื้อปลาประกอบอย่างน้อยซัก 3 วัน การนำเนื้อปลามาประกอบอาหารที่กินแล้วได้ประโยชน์สูงสุด คือ การนำไป นึ่ง อบ หรือลวกเพราะถ้าเอาไปทอดเนื้อปลาจะแห้งและไขมันชนิดดีก็จะลดน้อยตามไปด้วย ค่ะ

3. วิตามินซี

จะ ช่วยให้เซลล์สมองแข็งแรง มีสมาธิดี มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์สมอง วิตามินซีหาได้จาก ผักและผลไม้สด ใน 1 วันควรทานผักหรือผลไม้ให้ได้ซัก 1 มื้อ จะเป็นฝรั่ง 1 ลูก หรือ สลัด 1จานก็ได้ค่ะ

4. อะเซทิลโคลีน

สมอง จะทำงานได้ดีต้องมีระบบประสาทที่ช่วยเชื่อมโยงเซลล์สมองที่ดี เพื่อสมองจะได้ทำการส่งข้อมูลได้รวดเร็วและคล่องแคล่ว ระบบต่างๆในสมองก็จะทำงานได้ดีตามไปด้วย สารอะเซทิลโคลีนนี้จะมีอยู่มากใน ขนมปังโฮลวีตและข้าวซ้อมมือค่ะ

5. วิตามินบี

จะ ช่วยเรื่องการบำรุงระบบประสาทและสมองให้แข็งแรง วิตามินบี 12 จะช่วยเรื่องความจำ มีอยู่มากในเนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมู แต่ถ้าคุณแม่ที่ทานมังสวิรัติหรือทานเจคุณแม่ต้องกินธัญพืชให้มากกว่าปกติ 2 เท่าจึงจะเพียงพอสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

อาหาร ที่ทำลายเซลล์สมองหรือไม่ส่งเสริมการพัฒนาสมองคือ พวกอาหารที่มี คาร์โบไฮเดตรตสูงหรือพวกอาหารที่มีไขมันเยอะๆ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวจะไปขัดขวางการทำงานของเซลล์สมอง ทำให้สมองของลูกเจริญเติบโตช้าค่ะ ถ้าอยากให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ก็ควรทานอาหารบำรุงสมองลูกในครรภ์ด้วยนะคะ เสื้อผ้าคนท้องก็อาจช่วยให้คุณใส่เสื้อผ้าได้สบายยิ่งขึ้น

Credit by : http://www.babycenter.com